นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้มาอัพบล๊อค สืบเนื่องมาจากไม่มีจังหวะว่างระหว่างทำงานเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้เพิ่งย้ายที่ทำงานใหม่พอจะมีเวลาบ้าง แต่ดันไม่มีอะไรจะเขียน พอดีเมื่อวานมีโอกาสได้เดินไปศาลเจ้าข้างบ้านร่วมพิธียกเสาโกเต้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นพิธีถือศีลกินผักของชาวจังหวัดภูเก็ตก็เลยเก็บมาเล่าให้ฟัง

       หลายปีแล้วที่ไม่ได้มาร่วมพิธีที่ศาลเจ้าใกล้บ้าน (ศาลเจ้าท่าเรือ) เพราะปรกติจะเฮโลตามเพื่อนกลุ่มถ่ายรูปไปดักรอถ่ายตามศาลเจ้าใหญ่ๆแถบในเมือง ซึ่งมักจะได้ภาพความอลังการของฝูงชนมากกว่าศาลเจ้าเล็กๆ แต่ปีนี้ไม่อยากเบียดคนเพราะสุขภาพไม่ค่อยดี อาการหลอดลมอักเสบกำลังระบมได้ที่ แถมในศาลเจ้าก็มีทั้งควันธูป ควันกำยาน ควันจากประทัดดอกไม้ไฟ ฯลฯ แค่นี้ก็แทบไม่อยากก้าวขาออกจากบ้านแล้ว แต่บังเอิญว่าคุณแฟนเธออยากไปเพราะไม่เคยเห็น ก็เลยคว้ากระเป๋ากล้องเดินมึนๆออกจากบ้านไปตอนใกล้ๆเวลายกเสา ซึ่งปรกติจะทำกันราวๆ ห้าโมงเย็น
 
 
          ไปถึงศาลเจ้าเห็นผู้คนแต่งชุดขาวเดินกันพอประมาณไม่หนาแน่นเกินไปนัก ที่เสาโกเต้งก็มีคนยืนปิดทองกันอยู่ไม่มาก จัดว่าบางตาไปเสียด้วยซ้ำ หลังจากคุณแฟนเดินสำรวจไปรอบๆเพื่อจะหาทองมาปิดเสากับเขาบ้าง ก็พบว่า ทองคำเปลวหมด และทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้คิดจะหามาเพิ่มเติมแต่อย่างใด นั่งคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ เสาไม่ค่อยมีคนปิดทองมากนัก คนที่ยืนปิดทองอยู่คือคนที่ติดทองคำเปลวมาเองจากบ้าน
 
       คุณเธอยืนมองคนอื่นปิดทองด้วยความไม่สบอารมณ์แล้วหันมาฟาดงวงใส่ผมทีนึง "บ้านก็อยู่แค่นี้ทำไมถึงไม่รีบออกมา ดูซิไม่ได้ปิดทองกับเขาเลย..." ผมก็ได้แต่ยืนคิดในใจว่า "ความผิดตรูเลยวะเนี่ย" แล้วก็แผลวหลบฉากไปเดินหามุมถ่ายรูป 
 
      ปีนี้ช่างภาพมาสุมกันอยู่ที่ศาลเจ้านี้ไม่น้อย มีทั้งที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีและละอ่อนหน้าใหม่ๆ แต่ถือกล้องรุ่นท๊อป เลนส์โคตรโปร บวกอุปกรณ์เสริมอีกชุดใหญ่เดินกันให้ควั่ก "ทำไมเด็กสมัยนี้รวยกันจังวะ?"  และแล้วก็เหมือนกันงานเทศกาลทั่วไป ศึกแย่งมุมก็เกิดขึ้นอีกจนได้ บรรดาช่างภาพวัยรุ่นทั่งหลาย เห็นใครอยู่มุมไหนเยอะๆไม่ได้ คุณท่านทั้งหลายจะรีบปราดเข้าไปสมทบแล้วก็ค่อยๆเนียนเข้าไปยืนอยู่ในเฟรมของพวกมาก่อน จนต้องทนอยู่ไม่ได้เลิกถ่ายกันไปเอง วัฒนธรรมนี้ช่างแพร่หลายเร็วยิ่งนัก ไปที่ไหนก็เจอตลอด ไอ้ประเภทมาคอยระวังมุมกล้องคนอื่นตอนนี้ก็เห็นจะมีแต่คนแก่ๆเท่านั้นที่ทำกัน แต่แก่ๆที่เป็นแบบนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย ถ้าเป็นคนรู้จักคงจะถีบให้หัวคะมำ
 
       เจอแบบนี้เข้าผมก็เริ่มเซ็งนิดๆ ไม่ค่อยจะมีอารมณ์ถ่ายสักเท่าไหร่ แต่ไหนๆก็แบกกล้องมาแล้ว ก็ขอกดๆมาซักหน่อยพอไม่ให้เสียเที่ยว จากนั้นก็เดินแทรกตัวเข้าไปปักหลักอยู่ตรงโคนเสารอเวลาเริ่มพิธียกเสา
 
 
 
        พอใกล้เวลา คุณแฟนก็เดินตามเข้ามาขอมือถือแล้วเอาไปหามุมถ่ายรูปกับเขาบ้าง ม้าทรงเริ่มทยอยประทับร่างออกมาเดินกันอยู่บริเวณรอบๆบริเวณเสา เจ้าหน้าที่ศาลเจ้าก็เริ่มตรวจดูความเรียบร้อยของเชือกเตรียมที่จะยก ผู้คนก็เริ่มหนาตาขึ้นพร้อมๆกับที่ฟ้าก็เริ่มมืดลง ม้าทรงหลายสิบร่างยืนประจำที่รอบๆเสาเริ่มส่งเสียงกันระงม โฆษกศาลเจ้าเริ่มประกาศให้สัญญาณ รถเครนหย่อนตะขอลงมาเกี่ยวกับเชือกคล้องเสา แล้วพิธีการยกเสาก็เริ่มขึ้น เชือกเส้นหลักถูกดึงขึ้นก่อนเพิ่มดึงให้เสาตั้งขึ้น ส่วนเชือกทั้งสี่ด้านก็ถูกช่วยกันยึดไว้เพื่อไม่ให้เสาเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป เพียงชั่วอึดใจเสาก็ถูกล็อคเข้ากับฐาน พร้อมกับเสียงโห่ร้องของบรรดาม้าทรง และเสียงประทัด จากนั้นเจ้าหน้าที่เอาเสื่อมาพันฐานเสาไว้ พร้อมกับนำเส้นไหมพรมจำนวนมากมาพันรอบๆฐาน ตามธรรมเนียมปฏิบัติ
 
 
         จังหวะนี้ผมเลยเดินไปดึงตัวคุณแฟนแล้วดันเธอเข้าไปข้างในบริเวณฐานเพื่อช่วยคนอื่นๆพันไหมพรมด้วยการส่งต่อกันเป็นทอดๆรอบเสา "ไม่ได้ปิดทอง ก็ไปพันไหมพรมแทนละกัน" ผมกระซิบข้างหูก่อนดันเธอเข้าไปพร้อมกับสีหน้าที่ยังงงๆอยู่ว่า เค้าทำอะไรกัน "ไม่ต้องถามว่าทำไปทำไม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน -_-' "
 
       พิธียกเสาโกเต้ง จะทำกันในตอนเย็นของวันก่อนเริ่มเทศกาลกินผักของทุกปี และจะมีพิธีต่อเนื่องในวันเดียวกันคือการอันเชิญ ตะเกียงเก้าดวง สัญลักษณ์แทนเทวดาที่ถือเป็นประธานของเทศกาลนี้ทั้งเก้า คือ ยกอ๋องส่งเต่ และ กิ่วอ๋องไต่เต่ ขึ้นสู่ยอดเสา ซึ่งจะทำกันในเวลากลางดึกของวันเดียวกัน และจะตะเกียงติดอยู่แบบนั้นไปตลอดเก้าวันของเทศกาลกินเจ อารมณ์เดียวกับไฟคบเพลิงโอลิมปิคนั่นแหล่ะ แต่จะทำกันทุกศาลเจ้าที่เข้าร่วมพิธีกินผักนี้
 
        การพันไหมพรมใช้เวลาค่อนข้างนาน แฟนผมช่วยอยู่สักครู่ใหญ่ ก็ปลีกตัวออกมาเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้าไปทำบ้าง สีหน้าเริ่มดีขึ้นเพราะได้ทำอะไรที่ดูเหมือนได้ร่วมพิธีกับเขาแล้ว แต่ก็มีบ่นนิดหน่อย "นั่งนานๆตะคริวเกือบจับ" จากนั้นผมก็ชวนเธอกลับ ไม่ได้อยู่จนถึงพิธีเชิญตะเกียง เพราะหิว + เพลีย และวันรุ่งขึ้นต้องทำงาน ก็เลยกลับกันหลังพิธียกเสาเสร็จ
         ก็ยังไม่รู้ว่าเทศกาลกินผักปีนี้ ผมจะได้มีส่วนร่วมกับงานแค่ไหน เพราะปีนี้กลับมาทำงานประจำอีกแล้ว จะออกไปแรดทุกวันเหมือนปีก่อนก็คงไม่ได้  แต่จะพยายามเก็บเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอยู่เรื่อยๆจนจบเทศกาลก็แล้วกันครับ
 
       ปอลอ. ที่เรียกว่าพิธี "กินผัก" เพราะเป็นคำที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยพิธีนี้เข้ามาสู่เกาะภูเก็ตๆใหม่ๆ โดยถอดคำมาตรงๆจากที่บรรดาคนจีนฮกเกี้ยนซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสมัยนั้นเรียกกันว่าพิธี "เจียะฉ่าย" ซึงแปลตรงๆว่า "กินผัก" นั่นเอง ส่วนคำว่า "กินเจ" นั้นรากศัพท์และความเชื่อมาจากศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งมีความเชื่อในเรื่องนี้แตกต่างกัน คนภูเก็ตจึงถือว่าเป็นคนละประเพณีกันและ รณรงค์ให้ใช้คำว่า เทศกาลถือศีลกินผัก แทนที่จะใช้คำว่า กินเจเหมือนอย่างที่อื่นๆใช้กันด้วยประการฉะนี้นั่นเอง
 
 
.................................................
 
 
 
 

edit @ 15 Oct 2012 12:50:13 by zarawut